3

TAKT และวิธีคิดใหม่ของเฟอร์นิเจอร์

TAKT และวิธีคิดใหม่ของเฟอร์นิเจอร์

TAKT เป็นแบรนด์เฟอร์นิเจอร์จากโคเปนเฮเกน เดนมาร์ก ก่อตั้งโดย Henrik Taudorf Lorensen โดยเริ่มต้นจากความตั้งใจที่จะทำให้เฟอร์นิเจอร์มีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น ไม่ใช่แค่ในแง่ของความทนทาน แต่รวมถึงวิธีที่มันถูกออกแบบให้ซ่อมและใช้งานต่อได้จริง

ปัญหาที่แบรนด์มองเห็นไม่ใช่เรื่องของดีไซน์เป็นหลัก แต่เป็นผลจากโครงสร้างของอุตสาหกรรม เฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่ถูกผลิตและขนส่งในสภาพที่ประกอบเสร็จแล้วตั้งแต่ต้น โครงสร้างจึงถูกยึดติดแบบถาวรและไม่เปิดให้แยกชิ้นส่วน เมื่อเกิดความเสียหาย แม้จะเป็นเพียงบางส่วน การซ่อมแทบไม่ใช่ทางเลือกจริง และการเปลี่ยนใหม่ทั้งชิ้นจึงกลายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยปริยาย

TAKT จึงแก้ปัญหานี้ตั้งแต่ต้นทาง ด้วยการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ให้เป็นระบบของชิ้นส่วนที่สามารถแยก ขนส่ง และประกอบได้ แนวทางแบบ flat-pack ในที่นี้ไม่ได้มีเป้าหมายแค่ลดขนาดการขนส่ง แต่เป็นการเปลี่ยนโครงสร้างของสินค้า ทำให้แต่ละส่วนสามารถถอด เปลี่ยน และซ่อมได้ในระยะยาว

ข้อจำกัดของระบบนี้เองที่เริ่มกำหนด “หน้าตา” ของเฟอร์นิเจอร์ เมื่อทุกชิ้นต้องสามารถแยกและประกอบใหม่ได้ โครงสร้างจึงต้องชัดเจน จุดยึดต้องเข้าถึงได้ และรูปทรงต้องหลีกเลี่ยงความซับซ้อนที่ไม่จำเป็น รูปลักษณ์ที่ดูเรียบและเปิดเผยโครงสร้างจึงไม่ได้เกิดจากสไตล์ แต่เป็นผลลัพธ์ของเงื่อนไขเหล่านี้โดยตรง

แนวคิดนี้สอดคล้องกับพื้นฐานการออกแบบของ Thomas Bentzen ซึ่งให้ความสำคัญกับความเรียบง่าย ความมีเหตุผล และการใช้งานจริง งานของเขามักเริ่มจากวัสดุและกระบวนการผลิต ผ่านการทำ prototype เพื่อเข้าใจศักยภาพและข้อจำกัดของวัสดุอย่างลึกซึ้ง หนึ่งในแนวคิดสำคัญคือการใช้ moulded veneer ในลักษณะที่ใกล้เคียงกับ “ผ้า” คือไม่ใช่แค่แผ่นไม้แข็ง แต่เป็นวัสดุที่สามารถดัดและโค้งรับสรีระได้ แนวคิดนี้นำไปสู่ Soft Lounge Chair และ Soft Chair ที่สามารถสร้างความนุ่มนวลบนโครงไม้จริง โดยไม่ต้องเพิ่มองค์ประกอบหรือซ่อนโครงสร้าง ความสบายจึงไม่ได้มาจากการเพิ่มความซับซ้อน แต่เกิดจากการใช้วัสดุและรูปทรงให้ทำงานภายใต้ข้อจำกัดเดียวกันของระบบ

ในอีกด้านหนึ่ง Pearson Lloyd แสดงให้เห็นการแก้โจทย์เชิงโครงสร้างและการประกอบภายใต้ระบบของ TAKT เมื่อเฟอร์นิเจอร์ต้องถูกแยกเป็นชิ้น ขนส่งแบบ flat-pack และประกอบโดยผู้ใช้ได้ โครงสร้างจึงต้องถูกออกแบบให้ผู้ใช้มองแล้วเข้าใจได้ทันที ทั้งในแง่ของการรับแรงและลำดับการประกอบ ผลลัพธ์คือ Cross Chair, Cross Task Chair และ Cross Table ที่จุดยึดและวิธีการประกอบกลายเป็นส่วนหนึ่งของรูปทรง โดยไม่รบกวนภาพรวมเมื่อใช้งานจริง

ขณะที่ Sam Hecht และ Kim Colin จาก Industrial Facility ขยายแนวคิดเดียวกันนี้ไปสู่ระดับของอุตสาหกรรม โดยมองว่าการออกแบบต้องสอดคล้องกับวิธีการผลิตภายใต้ระบบแบบ flat-pack ที่ต้องแยกชิ้น ขนส่ง และประกอบได้จริง การลดจำนวนชิ้นส่วนและทำให้โครงสร้างทำงานได้ตรงไปตรงมาจึงกลายเป็นสิ่งจำเป็น แนวคิดนี้สะท้อนใน Bow Chair ที่ใช้โครงสร้างไม้แบบต่อเนื่องเพื่อลดจุดต่อและชิ้นส่วนที่ไม่จำเป็น ทำให้โครงสร้างเรียบง่าย ผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังคงสอดคล้องกับระบบการประกอบและการใช้งานระยะยาว

ในอีกมิติหนึ่ง Michael Lysemose และ Nicolai de Gier นำแนวคิดนี้ไปเชื่อมกับการใช้งานในชีวิตจริง ผ่าน Forma Chair รวมถึง Turn Chair และ Turn Table ที่ออกแบบให้ตอบสนองต่อพื้นที่ขนาดเล็กและการใช้งานที่ยืดหยุ่น โดยยังคงอยู่ภายใต้ระบบเดียวกันของการผลิต การประกอบ และการใช้งานระยะยาว

สิ่งที่ TAKT เปลี่ยนจึงไม่ได้อยู่แค่ตอนออกแบบหรือการผลิต แต่คือสิ่งที่เกิดขึ้นหลังการใช้งาน ในระบบทั่วไป เฟอร์นิเจอร์มักจบลงเมื่อเกิดความเสียหาย แต่โครงสร้างแบบแยกชิ้นของ TAKT ทำให้การซ่อม การเปลี่ยน และการใช้งานต่อเนื่องเป็นไปได้จริง แนวคิดนี้ถูกเรียกว่า Perpetual Design คือการออกแบบที่ไม่ได้ตั้งใจให้จบลงเมื่อมีปัญหา แต่เปิดให้เฟอร์นิเจอร์อยู่ต่อในระบบ เมื่อมองในกรอบนี้ รูปลักษณ์ที่เรียบและเปิดเผยโครงสร้างจึงไม่ใช่เรื่องของสไตล์ แต่เป็นผลลัพธ์ของการออกแบบที่ต้องทำงานได้ตลอดทั้งวงจร และอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมเฟอร์นิเจอร์ของ TAKT ไม่มีพื้นที่สำหรับสิ่งที่ไม่จำเป็นอีกต่อไป